กฎหมายใหม่ เงินเดือนไม่เกิน 20000 บาท อายัดไม่ได้

New-pay

กลายเป็นเรื่องที่น่าดีใจของเหล่าพนักงานบริษัทที่หนี้บัตรเครดิตท่วมหัว กับกฎหมายใหม่ที่ออกมา ที่กล่าวไว้ว่าสำหรับบุคคลที่มีเงินเดือนไม่ถึง 20,000 นั้นทางเจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการอายัดใด ๆ ได้ทั้งสิ้น แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งกระโดดดีใจไป เพราะมันไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลดหนี้ไปได้เฉย ๆ หนี้ของคุณยังคงอยู่ และดอกเบี้ยยังมี ถ้าคุณไม่จ่ายดอกเบี้ยก็จะยังคงทบต้นไปเรื่อย ๆ ทำให้คุณเป็นหนี้เพิ่มขึ้น อย่าลืมว่าเมื่อใดที่บุคคลนั้นมีหนี้สินเกิน 1 ล้านบาทก็จะถูกฟ้องล้มละลาย และไม่สามารถทำธุรกรรมใด ๆ ได้

กฎหมายฉบับบใหม่ที่ออกมานี้ ไม่ได้ออกมาเพื่อให้ประชาชนนั้นหลีกเลี่ยงการใช้หนี้ เพียงแต่เพิ่มช่องทางที่ประชาชนจะมีโอกาสได้ตั้งตัวและได้ไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ เพื่อหาทางชำระหนี้ขั้นต่ำแทน การที่แต่เดิมกฎหมายกำหนดไว้ว่าคนที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 10,000 บาทสามารถถูกอายัดได้นั้น ถูกเปลี่ยนเป็น 20,000 ก็เพราะค่าครองชีพในปัจจุบันนี้สูงมาก จึงคิดว่าตัวเลขใหม่นี้ เป็นตัวเลขที่เหมาะสมที่สุด

แต่ไม่ใช่ว่าจะอายัดอะไรเลยไม่ได้ กฎหมายมีข้อกำหนดยิบย้อยอีกว่าอะไรอายัดได้ และอายัดไม่ได้ อย่างเช่นของใช้ส่วนตัว หรือพวกเตียงนอน ที่นอน และสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต และประกอบอาชีพ เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของการอายัดเงินเดือนนั้น เจ้าหนี้สามารถร้องขอให้อายัดคนที่เงินเกิน 20,000 ได้แต่เงินต้องเหลือไม่ต่ำกว่า 20,000 อย่างเช่น เงินเดือน 30,000 สามารถถูกอายัดได้ 10,000 บาท หรือเงินเดิน 30,000 ถูกอายัดไป 5,000 บาท ตามแต่ที่เจ้าหนี้ต้องการ ส่วนเงินโบนัส สามารถอายัดได้ไม่เกิน 50% และเงินตอบแทน หรือค่าคอม อายัดได้ไม่เกิน 30%

ซึ่งจะเห็นได้เลยว่ากฎหมายไม่ได้ปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ปลดหนี้ไปอย่างเฉย ๆ พวกเขายังคงต้องมีภาระที่ต้องจ่ายหนี้ ไม่งั้นก็จะมีหนี้ภาระพูกพันธ์ตามไปแบบนี้จนกระทั่งล้มละลาย หากมีปัญหามีรายจ่ายในครอบครัวที่ไม่เพียงพอสามารถทำหนังสือ หรือไปขอลดหย่อนได้ที่สำนักบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานจะนั้นจะลดเปอร์เซ็นการอายัดเห็นตามสมควร หากไม่เพียงพอจะต้องใช้คำสั่งของศาลมาช่วย

การมีหนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี และการหลบเลี่ยงการจ่ายก็ไม่ใช่คำตอบเช่นด้วยกัน ดังนั้นถ้าเรามีหนี้ก็ควรจ่าย แต่ถ้าหากจ่ายไม่ไหว อันดับแรกที่เราสามารถทำได้ก็คือ การหาทางไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้เพื่อจ่ายหนี้ขั้นต่ำ เท่าที่เราจะจ่ายได้ไหว หรือถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องใช้อำนาจทางศาลให้ช่วยไกล่เกลี่ยโดยมองถึงความเป็นจริง และเป็นไปได้ในการใช้หนี้ โดยต้องมีเงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของบุคคลนั้น ๆ